• Thai (ภาษาไทย)
  • English (United Kingdom)

บทความ..น้ำเพื่อชีวิต

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมในสุขบัญญัติ 10 ประการที่เราท่องกันมาตั้งแต่เด็กๆ จึงสอนว่า… เพื่อสุขภาพที่ดีต้องดื่มน้ำอย่างน้อย 6-8 วัน…
แน่ นอนหลายคนเชื่อและปฏิบัติตาม แต่หลายคนก็แค่รู้ไว้เฉยๆ เซลล์ล้วนทีน้ำเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น ถ้านับรวมๆ แล้ว ในร่างกายมีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่ร้อยละ 50-75 ของน้ำหนักตัว
H2O หรือ " น้ำ" เป็น สิ่งจำป็นสำหรับร่างกาย เพราะทุกๆ เซลล์ล้วนมีน้ำเป็นส่วนประกอบทั้งนั้น ถ้านับรวมๆ แล้ว ในร่างกายมีน้ำอยู่ถึงร้อยละ 50-45 ของน้ำหนักตัว
เจ้า สารประกอบไอโดรเจนสองส่วนกับออกซิเจนหนึ่งส่วนนี้ มีความสำคัญกับสิ่งมีชีวิตอย่างมาก ขาดน้ำเมื่อไร กระบวนการทำงานของร่างกายเสียสมดุลทันที ดูง่ายๆ แค่อาการร้อนใน ส่วนใหญ่ก็เป็นปฏิกิริยาจากร่างกายที่เกิดขึ้นเนื่องจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอน้ำทำหน้าที่สำคัญหลายอย่าง อาทิ
* ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร รวมทั้งของเสียไปตามกระแสเลือด
* ช่วยในการสร้างปฏิกิริยาทางเคมีของร่างกาย
* ช่วยหล่อลื่นและรับการเคลื่อนไหวของเอ็น ข้อต่อต่างๆ
* น้ำมีส่วนช่วยให้ผิวพรรณสดชื่น
* ช่วยให้ปฏิกิริยาทางเคมีและการเผาผลาญอาหารในร่างกายไปตามปกติ
* ช่วยในการสะสมอาหาร เช่น ไขมันหรือโปรตีน
* ช่วยควบคุมอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม
ด้วย สารสารพัดประโยชน์นี้ น้ำจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์รองจากออกซิเจน การอดอาหาร เรายังพอมีชีวิตอยู่ได้หลายสัปดาห์ แต่เราอดน้ำได้ไม่เกิน 10 วัน หนังสือที่ชอบบันทึกการเป็นที่สุดของโลกใบนี้ ระบุว่าโยคีชาวอินเดียสามารถอดน้ำได้นานถึง 81 วัน แต่ของแบบนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัว ห้ามเลียนแบบ เพราะฉะนั้นอย่างเราๆ แค่ขาดน้ำเพียง 2-3 วันก็แย่แล้ว

ดื่มน้ำแค่ไหน…ถึงจะเพียงพอ
น้ำ ในร่างกายส่วนใหญ่มาจากน้ำที่เราดื่ม รวมทั้งอาหารที่เรากิน และเกิดจากกระบวนการเมตาโบลิซึ่ม ซึ่งทำงานอยู่ตลอดเวลา ประมาณสองในสามในร่างกายจะอยู่ที่เซลล์ และอีกหนึ่งส่วนที่เหลืออยู่ในเลือด และของเหลวต่างๆ
ทุกๆ เราสูญเสียน้ำออกจากร่างกาย โดยการถ่ายปัสสาวะ 1.7 ลิตร ขับออกทางอุจจาระ 0.15 ลิตร จากการขับเหงื่อ 0.5 ลิตร หรือแม้แต่การหายใจเราสูญเสียน้ำไปวันละ 0.4 ลิตรโดยทีเดียว ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการทดแทนน้ำในร่างกายที่สูญเสียไป
แต่คนส่วนใหญ่มักจะดื่มน้ำไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยจะดื่มน้ำก็ต่อเมื่อกระหายน้ำเท่านั้น
ความ จริง เมื่อเรารู้สึกกระหาย นั่นหมายความว่าร่างกายเกิดภาวะขาดน้ำแล้ว เราสามารถสังเกตุสัญญาณอันตราย ของภาวะขาดน้ำได้คือ ถ้ารู้กระหายปัสสาวะน้อยลง และปัสสาวะมีสีเหลืองเข้ม (โดยทั่วไปปัสสาวะจะมีสีอ่อน) ท้องผูกเหนื่อย อ่อนเพลีย ปวดหัว เวียนหัว หน้ามืดตาลายเป็นตะคริว อุณหภูมิร่างกายสูง และความดันเลือดสูง อาการเหล่านี้ พอได้ดื่มน้ำจะค่อยยังช่วยขึ้นมาก
แต่การดื่มน้ำให้ได้สุขบัญญัติก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะส่วนใหญ่คนเราจะมีภาระกิจมากมายจนลืมนึกเรื่องง่ายๆ แต่สำคัญอย่างนี้ไป
 เคล็ด ลับง่ายที่ช่วยดื่มน้ำได้อย่างน้อย 6-8 แก้วต่อวัน (1.5 ลิตรต่อวัน) คือ ดื่มทันทีหลังจากตื่นนอน ดื่มก่อนอาหาร (ช่วยไม่ให้กินมากเกินไปด้วย) ดื่มก่อนและหลังการออกกำลังกาย ดื่มเมื่อปวดหัวหรือรู้สึกเป็นตะคริว ดื่มเมื่อปัสสาวะเป็นสีเข้ม โดยจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดวัน
คุณ ไม่จำเป็นต้องฝืนดื่มน้ำมากๆ เพราะถ้าไตไม่สามารถขับถ่ายน้ำออกได้ทัน ตามปริมาณอาจเสี่ยงต่อการทำให้ไตเสื่อมสมรรถภาพและน้ำก็จะค้างอยู่ในร่างกาย จนเกิด " ภาวะเกินน้ำ" ซึ่งเป็นอันตรายต่อร่างกายได้

ดื่มน้ำน้อยเกินไป…อะไรจะเกิดขึ้น
 เกิดอันตราย…อันนี้แน่นอน

    สิ่ง ที่เกิดขึ้นจากภาวะร่างกายขาดน้ำเป็นผลเสียต่อร่างกายโดยตรง อย่าง เช่นไต เพราะไตจะกรองของเสียออกจากร่างกายได้ลำบาก ปริมาณน้ำปัสสาวะในกระเพาะปัสสาวะมีน้อย และมีสีเข้ม เมื่อมีน้อยก็จะปวดปัสสาวะน้อยลง จึงทำให้เกิดการหมักหมมในกระเพาะปัสสาวะ โอกาสที่เชื้อโรคจะเจริญเติบโตแพร่กระจายก็มีมากขึ้น ทำให้เป็นโรคติดต่อทางเดินปัสสาวะได้

    การดื่มน้ำอย่าง เพียงพอก็ช่วยให้ขับถ่ายปัสสาวะได้ง่าย ลดโอกาสการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะให้น้อยลง นอกจากนี้ยังไม่เกี่ยวต่อการเป็นโรคนิ่ว เพราะน้ำปัสสาวะจะตกตะกอนน้อยลง นอกจากนี้ยังมีรายงานการวิจัยชิ้นใหม่ที่พบว่า การดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ด้วย


น้ำดื่มบรรจุขวด
    ชีวิต สังคมในเมืองใหญ่ทำให้พฤติกรรมการบริโภคเปลี่ยนไป น้ำดื่มทุกันนี้ไม่ได้รองโดยตรงจากน้ำฝน หรือตักมาจากลำห้วยเหมือนสมัยก่อน ยกเว้นครอบครัวในชนบทที่ยังใช้วิธีนี้อยู่ แต่สำหรับครอบครัวในเมือง แม้แต่การแกว่งสารส้มในน้ำเพื่อทิ้งตะกอนก้นตุ่ม หรือการต้มน้ำสุกแล้วกรอกใส่ขวด ก็แทบจะไม่มีบ้านไหนทำกันชีวิตทุกวันนี้เป็นชีวิตกึ่งสำเร็จรูป น้ำดื่มก็มากึ่งสำเร็จรูป และก็เพราะคนเราต้องดื่มน้ำกันมากๆ นี้เอง ทำให้ธุรกิจน้ำบรรจุขวดผลิบานราวดอกเห็ดหน้าฝน และทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ซึ่งกระบวนการผลิตน้ำส่วนใหญ่นั้น ก็จะมีกระบวนการคล้ายๆ กันดังนี้

            * นำน้ำดิบ (น้ำประปา) มาผ่านเครื่องกรองทราย เพื่อกรองเอาตะกอนหยาบๆออกไป
            * จากนั้น นำไปผ่านเครื่องกรองน้ำกระด้าง
            * ผ่านเครื่องกรองน้ำกลิ่นสี ซึ่งภายในบรรจุถ่าน (Activated Carbon)
            * แล้วจึงนำไปผ่านเครื่องกรองละเอียด ซึ่งอาจทำด้วยไฟเบอร์กลาส หรือเซรามิค
            * ขั้นสุดท้ายมีการกำจัดเชื้อจุลินทรีย์โดยใช้แสง UV หรือใช้เครื่องกรองแบคทีเรีย
            * ผู้ ผลิตบางรายอาจใช้การฆ่าเชื้อด้วย " โอโซน" ซึ่งให้ประสิทธิภาพสูง แต่ก็ต้องหมายถึงโรงงานขนาดใหญ่ เพราะอุปกรณ์การผลิตก๊าซโอโซนมีราคาสูงมาก
            * จากนั้นจึงไปบรรจุขวด

    ผู้ผลิตบางรายที่ใช้น้ำบาดาล หรือน้ำบ่อมาทำการผลิต ก็จะมีขั้นตอนที่เพิ่มขึ้นโดยเริ่มจาก

            * ใช้สารส้มทำให้เพื่อตกตะกอน
            * ฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนในขั้นแรก
            * ผ่านอุปกรณ์สำหรับกำจัดสนิมเหล็ก เช่น เครื่องกรองแอนทราไซด์ หรือแมงกานีสกรีนแซนด์
            * ผ่านกระบวนการกรอง ซึ่งคลายคลึงกับวิธีการแรก

    ดารณี หมู่ขจรพันธ์ รักษาการผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยของอาการสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า

            " คุณภาพของน้ำดื่มจะขึ้นกับคุณภาพของน้ำดิบของแหล่งน้ำต่างๆ เป็นสำคัญ เช่น แหล่งน้ำจากน้ำประปา หรือจากบ่อน้ำตื้นจะมีวิธีปรับคุณภาพที่แตกต่างไป ดังนั้นผู้ผลิตจะต้องทราบถึงคุณภาพน้ำดิบที่นำมาผลิตน้ำบริโภคก่อน โดยการสุ่มตัวอย่างไปวิเคราะห์ว่ามีคุณสมบัติอย่างไร จากนั้นจึงสามารถตัดสินใจเลือกกระบวนการปรับคุณภาพน้ำที่สามารถลด หรือกำจัดคุณสมบัติต่างๆ ทางกายภาพ ทางเคมี หรือทางจุลินทรีย์ ที่ไม่ได้ตามมาตรฐานให้เป็นไปตามกฎหมายกำหนดได้ เช่น การเลือกใช้เครื่องกรองลักษณะต่างๆในการกรองแร่ธาตุหรือโลหะหนักต่างๆ ซึ่งขณะนี้ในท้องตลาดก็จะมีเครื่องปรับคุณภาพน้ำหลายชนิด หลายแบบตามความเหมาะสม เช่นใช้ Resin, Ro. (Reverse Osmosis) เครื่องกรองละเอียด, สารเคมีUV หรือ Ozone เป็นตัวลดหรือกำจัดเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในน้ำ

            ดัง นั้นตอนการปรับคุณภาพน้ำก็ขึ้นกับผู้ผลิตจะเลือกใช้ให้เหมาะสมกับแต่ละโรง งาน โดยพิจารณาถึงราคา การบำรุงรักษาของเครื่องกรองในลักษณะต่างๆเป็นองค์ประกอบด้วย แต่จะเลือกวิธีใดก็ตามน้ำบริโภคที่วางขายในท้องตลาด จะต้องมีสถานที่ผลิตที่เหมาะสมและผลิตภัณฑ์จะต้องมีคุณสมบัติตามที่กฎหมาย กำหนด "

    น้ำดื่มบรรจุขวดที่ขายกันทุกวันนี้จัดเป็น " อาหารควบคุมเฉพาะ" มี การควบคุมมาตรฐาน ตามประกาศที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนด โดยต้องขออนุญาติผลิต และ หรือขออนุญาตขึ้นทะเบียนตำหรับอาหาร และต้องแสดงเลขสาระบบอาหารบนฉลากของผลิตภัณฑ์

    ส่วนการควบ คุมมาตรฐานสถานที่ผลิตจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์วิธีการที่ดีในการผลิต (Good Manufacturing Practice GMP) ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข(ฉบับที่ 220) พ.ศ.2544 เรื่องน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท (ฉบับที่ 3) ส่วนผลิตภัณฑ์จะต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามประกาศฯ ฉบับที่ 61 (พ.ศ.2524) เรื่องน้ำบริโภคในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท

    ผู้ประกอบการจะ ต้องได้รับอนุญาตให้ผลิตและได้เลขสารบบอาหารจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและ ยาก่อน จึงจะผลิตจำหน่ายได้ ซึ่งเป็นกระบวนการควบคุมก่อนที่ผลิตภัณฑ์จะออกสู่ตลาด เมื่อผลิตภัณฑ์ได้วางจำหน่ายแล้ว อย.ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปสุ่มเก็บตัวอย่างอาหารจากสถานที่จำหน่าย เพื่อส่งตรวจวิเคราะห์ว่าเป็นไปตามกฎหมายกำหนด หรือไม่เป็นไปตามกฎหมายกำหนด อย.จะดำการไปตามกฎหมายกับผู้ผลิตตามแต่กรณี

    นอก จากเรื่องคุณภาพและมาตราฐาน อย. ซึ่งเป็นเรื่อสำคัญที่ผู้ผลิตต้องคำนึงถึงแล้ว ผู้ผลิตแต่ละรายยังมุ่งเน้นพัฒนากระบวนการผลิตเพื่อเพิ่มคุณภาพและเป็นจุด ขายของแต่ละผลิตภัณฑ์ ขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้นด้วย

    ดนัย วัฒนจริยา Divison Commercialization Manager บริษัทโคคา-โคล่า (ประเทศไทย จำกัด) หนึ่งในยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตน้ำดื่ม กล่าวถึงกระบวนการผลิตน้ำดื่มว่าหลักการประการแรก คือการแยกสิ่งปนเปื้อนที่มากับน้ำดิบ

            " สิ่งปนเปื้อนพวกนี้ก็ได้แก่ พวกผง ฝุ่น ละอองที่ติดมากับน้ำ ซึ่งอาจจะมีขนาดเล็กจนตามองไม่เห็นไปจนถึงขนาดใหญ่ รวมทั้งเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนมา สำหรับกระบวนการผลิตน้ำดื่มน้ำทิพย์ของโคคา-โคล่า ใช้กระบวนการที่เรียกว่า มัลติเพิล แบริเออร์ (Multiple Barrier) เป็นการแยกเอาสิ่งปนเปื้อนและฝุ่นละอองออกพร้อมกับการฆ่าเชื้อโรคด้วย การแยกสิ่งปนเปื้อนและฝุ่นละอองออกจะใช้กระบวนการตกตะกอนด้วยสารเคมี มีหลักการง่ายๆ คือ การใช้สารเคมีที่เรียกว่า เฟอร์-รัสชัลเฟส (Ferrous Sulfate) ทำให้พวกฝุ่นผงต่างๆ รวมทั้งแบคทีเรียที่มีขนาดเล็ก เกาะรวมตัวกันให้มีขนาดใหญ่ขึ้นแล้วตกตะกอน ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สามารถกรองสารเล็กๆ ในน้ำ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและเครื่องกรองปกติก็ไม่สามารถกรองได้

            เมื่อ ผ่านกระบวนการแรก ก็จะเอาน้ำส่วนบนที่ใสแล้วมาผ่านการกรองด้วยทราย ด้วยถ่านและนำมาผ่านถุงกรอง เพื่อการกรองตะกอนเล็กๆ ที่เกาะรวมตัวกันแล้ว
            " หลังจากนั้นก็เก็บน้ำที่ใสสะอาดแล้วไว้ในถังเก็บ ส่วนการฆ่าเชื้อโรคก็จะผ่านอีกกระบวนการหนึ่ง ซึ่งที่เรารู้มีอยู่สองขั้นตอนคือ การใช้ยูวี และโอโซน

            กระบวน การมัลติเพิล แบริเออร์ อาจทำได้หลายวิธี แต่ขั้นตอนสุดท้ายเป็นลักษณะเดียวกัน คือกระบวนการไมโครฟิวเตรชั่น (Micro Filtration) เป็นการกรองสิ่งเล็กๆที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เช่น อาจเป็นวิธีรีเวิร์สออสโมซิส (RO) นสโนฟิวเตชั่น อุลตราฟิวเตชั่น หรือ เคมีคัลโปรเซส ซึ่งจะต้องเป็นไปตามมาตรฐานที่ อย.กำหนดเอาไว้
            จาก การสำรวจความคิดเห็นของผู้บริโภค สิ่งที่ผู้บริโภคต้องการมากที่สุด คือความมั่นใจในความสะอาดของน้ำดื่ม ทั้งในกระบวนการผลิตและการบรรจุ เพราะหากการควบคุมคุณภาพของบรรจุภัณฑ์ไม่ดีพอหรือมีการบรรจุที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้น้ำดื่มไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งน้ำทิพย์ให้ความสำคัญต่อความสะอาดของบรรจุภัณฑ์ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัว น้ำดื่มเอง เราเพิ่มความมั่นใจให้กับผู้บริโภคด้วยการล้างฝาและขวดด้วยน้ำโอโซนก่อนก่อน การบรรจุ "

    เพราะกระบวนการผลิตน้ำดื่ม แม้จะใช้น้ำดื่มที่มีคุณภาพ ผ่านอุปกรณ์ที่ทันสมัยแต่หากภาชนะบรรจุ หรือวิธีการบรรจุไม่ถูกต้อง ก็จะมีผลทำให้น้ำดื่มปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ได้กลายเป็นตายตอนจบ…เสียนี่


    เลือกน้ำบริโภคอย่างปลอดภัย

    น้ำดื่มบรรจุขวดมีให้เลือกซื้อมากมายหลายยี่ห้อจนลานตา จะใช้ตัวเลือกอย่างไรดีถึงจะได้คำตอบสุดท้าย ?

            * อ่าน ฉลากให้ถี่ถ้วนว่ามรรายละเอียดครบถ้วนหรือไม่ เช่น ชื่อน้ำดื่มเลขทะเบียน ตำรับ หรือเลขที่อนุญาตใช้ทะเบียนอาหารที่ตั้งผู้ผลิต และปริมาตรสุทธิ
            * ภาชนะบรรจุต้องสะอาด ไม่รั่วซึมหรือมีรอยสกปรก ฝาปิดต้องไม้มีร่องรอยการเปิดใช้
            * น้ำต้องใสสะอาดไม้มีตะกอน และไม่มีกลิ่นหรือรสชาติที่ผิดปกติ
            * การซื้อน้ำชนิดถังต้องตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าฉลากที่ถังกับพลาสติกที่รัดปากถังเป็นผู้ผลิตเดียวกัน

    นอก จากการสังเกตน้ำและรายละเอียดของบรรจุภัณฑ์แล้ว ก็อาจใช้เครื่องมือชุดตรวจสอบการวิเคราะห์อย่างง่าย ที่ทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พัฒนาขึ้นมาเพื่อใช้กับประชาชนสามารถตรวจสอบ คุณภาพน้ำเองได้ว่า น้ำนั้นมีความกระด้างเกินไปหรือไม่ มีจุลินทรีย์ปนเปื้อนหรือเปล่า ซึ่งชุดตรวจสอบที่ว่านี้ สามารถหาซื้อได้ในราคาที่ไม่แพงนัก


    น้ำประปาดื่มได้ ?


            * 1.1 พันล้านคน : จำนวนประชากรโลกที่ขาดน้ำสะอาด ปลอดภัย และมีน้ำไม่เพียงพอ สำหรับความต้องการใช้ในแต่ละวัน (ประมาณ 1 ใน 5 ของประชากรโลก)
            * 24 ล้านคน : จำนวนประชากรบังคลาเทศโดยประมาณ ที่ต้องดื่มน้ำจากบ่อที่ปนเปื้อนสารเคมีอันตราย จำพวกสารหนู
            * 5 ล้านคน : จำนวนประชากรโลก (ส่วนมากเป็นเด็ก) ที่เสียชีวิตในแต่ละปีด้วยโรคภัยไข้เจ็บ อันเนื่องมาจากการบริโภคน้ำที่ไม่สะอาด
            * 50% : ของประชากรแอฟริกา ที่เจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจากน้ำ เช่น อหิวาต์ และท้องร่วงในเด็ก
            * 2 คน : จำนวนผู้ที่แก้ผ้าประท้วงการสร้างเขื่อนในสเปนระหว่างการเปิดพิธี World water Forum เมื่อปี ค.ศ.2000

    นี่ เป็นตัวเลขเกี่ยวกับเรื่องของน้ำ ที่เมื่อมีคนอ่านคงรู้สึกไม่สนุกไปด้วยหรอก ยิ่งถ้าได้ทราบอีก ว่าต้องเสียเงินไปกว่า 11,000 บาท ในการซื้อ น้ำดื่ม 1,000 ลิตรในขณะที่ ถ้าคุณหันมาดื่มน้ำประปา คุณเสียเงินไปแค่ 8 บาท 50 สตางค์เท่านั้น

    น้ำประปาดื่มได้จริงหรือ ?

    หลาย คนไม่แน่ใจ เพราะผ่านคลองประปาบ่อยๆ เลยไม่กล้าลองจิบน้ำจากก๊อกดูสักที อันดับแรกเพราะกลิ่นคลอรีนที่ฉุนติดจมูก อันดับที่สอง ไม่แน่ใจในความสะอาดของท่อประปา รวมทั้งคลองส่งน้ำประปา

    ความ จริงแล้วกระบวนการผลิตน้ำประปามีการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวดตามมาตรฐานน้ำ ดื่ม ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization : WHO) ตั้งแต่การเลือกแหล่งน้ำดิบมีการปรับปรุงแหล่งน้ำ ไม่ให้มีขยะหรือสิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เข้ามาปะปน มีการเติมสารเคมี เช่น ปูนขาวเพื่อปรับความเป็นกรดด่าง เติมคลอรีนเพื่อกำจัดกลิ่น สี และ แบคทีเรีย แล้วทำให้ตกตะกอนและทำให้ใส น้ำประปาจะได้รับการตรวจสอบคุณภาพ โดยนักวิทยาศาสตร์อย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้

    การประปานครหลวงมีการ รักษาระดับคลอรีนคงเหลือ ณ จุดจ่ายน้ำที่ไกลที่สุดไม่ต่ำกว่า 0.2 มิลิกรัมต่อลิตร เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่อาจปนเปื้อนในระหว่างที่น้ำประปาอยู่ในเส้นท่อ จุต้นทางอาจจะมีคลอรีนสูงอยู่บ้าง แต่ก็อยู่ระหว่าง 1.0-1.2 มิลิกรัม/ลิตร ซึ่งอยู่ในระดับที่ปลอดภัยในการบริโภค อย่างไรก็ตามน้ำประปาที่มีคลอรีน แม้จะดื่มได้โดยตรงเลยก็ไม่มีอันตรายต่อร่างกาย เพราะคลอรีนเป็นก๊าซที่ละเหยเร็ว ถ้าต้องการดื่มน้ำที่ไร้กลิ่นคลอรีน ก็ควรจะรองน้ำทิ้งไว้สัก 5-30 นาทีคลอรีนก็จะระเหยหมดไป แต่ต้องพยายามอย่าให้สิ่งสกปรกตกลงไปได้ เพราะไม่มีคลอรีนคอยฆ่าเชื้อให้แล้ว

    อันที่จริง ตัวการที่ทำให้น้ำประปามีกลิ่นไม่ใช้คลอรีน แต่เป็นสนิมเหล็กของท่อประปา ที่ประชาชนจำนวนมากเข้าใจผิดคิดว่าเป็นกลิ่นคลอรีน และที่มีการร้องเรียนว่าน้ำประปามีกลิ่นเหม็นคลอรีนนั้น เมื่อทำการตรวจสอบแล้วจะพบว่า ร้อยละ 99 มีสนิมเหล็กในน้ำบาดาล หรือแม้แต่ในน้ำประปาในผิวดินจากเส้นท่อเก่าก็พบได้ แต่กรณีที่เส้นท่อเป็นสนิมเปิดก๊อกน้ำไว้สักครู่ก็จะหายไป

    วิธีแก้ไขคือ เปลี่ยนน้ำจากเหล็กเป็นท่อ พีวีซีแทนจะช่วยให้น้ำประปามีสีแดง หรือหมดกลิ่นสนิม

    เติมศักดิ์ โชติวรรณวิรัช หัว หน้าส่วนวิเคราะห์ คุณภาพส่วนผลิตสำนักการผลิตน้ำบางเขน การประปานครหลวง ให้อรรถาธิบายในเรื่องกลิ่นของน้ำประปาว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องของทัศนคติที่ฝังมานาน จึงไม่ใช้จะมาเปลี่ยนแค่วันสองวัน

            " เราพยายามประชาสัมพันธ์ให้ผู้ที่ใช้น้ำประปาได้เห็นว่าน้ำประปาดื่มได้ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาเปลี่ยนทัศนคติ เพราะการเปลี่ยนความคิดของคนเป็นเรื่องที่ยากมาก ที่ญี่ปุ่นก็ประสบปัญหานี้เหมือนกันต้องใช้เวลาถึง 50 ปี ในการที่จะเปลี่ยนทัศนคติ เพราะฉะนั้นเราก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน ความจริงแล้งน้ำประปาสามารถดื่มได้ตั้งแต่ปี 2522 แต่ช่วงแรกๆ เราอาจไม่ได้ประชาสัมพันธ์ คนก็เลยไม่ค่อนรู้ แต่ในช่วง 5ปีหลัง เราค่อนข้างที่จะออกข่าวประชาสัมพันธ์ทางด้านนี้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างความมันใจให้กับประชาชน "

    เพราะน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับร่างกายและได้จากการดื่มกินเท่านั้น

    คุณภาพของน้ำ จึงมีความสำคัญต่อการกำหนดคุณภาพของชีวิตและสุขภาพเรา

    Dehydration-การขาดน้ำ
    นพ.สันติภาพ ไชยวงศ์เกียรติ์


    เมื่อ ร่างกายขาดน้ำจะมีผลทำลายสุขภาพอย่างร้ายแรงมากโรคที่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำ เช่น ท้องร่วง คนไข้จะถ่ายท้องและเสียน้ำทำให้ร่างกายขาดน้ำ คนไข้ที่กินยาขับปัสสาวะมากเกินไป คนไข้ที่ตากแดดและถูกความร้อนนานๆ และไม่ได้ดื่มน้ำเพียงพอ คนไข้ที่อาเจียรมาก ไม่สามารถกินน้ำได้

    อาการ ขาดน้ำขั้นเล็กน้อย จะมีอาการปากแห้งผิวหนังแห้ง หิวกระหายน้ำตลอดเวลา ถ้าอาการขาดน้ำมากขึ้น จะวิงเวียนเหนื่อยอ่อนเพลีย ไปจนถึงขั้นรุนแรงมากที่สุดคือเป็นลม ช็อค หมดสติ และอาจถึงตายได้
    การ รักษาคือการดื่มน้ำอย่างเพียงพอ และพบแพทย์โดยด่วน ถ้าหากมีอาการอาเจียนมากจนไม่สามารถดื่มน้ำได้ แพทย์ก็จะต้องให้น้ำเกลือโดยด่วนที่สุดจนเพียงพอ

    น้ำเป็น ส่วนประกอบที่สำคัญของร่างกายในเลือด ทำให้ปริมาณของน้ำหมุนเวียนในร่างกายมีเพียงพอ นอกจากในหลอดเลือดแล้ว น้ำยังอยู่นอกหลอดเลือดตามเนื้อเยื่อของร่างกาย น้ำจึงสามารถรักษาสมดุลของร่างกายได้ ทั้งภายในและภายนอกหลอดเลือด
    น้ำ ยังเป็นส่วนสำคัญของปัสสาวะ และเหงื่อซึ่งมันจะช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายเมื่อเหงื่อออกและระเหยไป ปัสสาวะที่ขับออกจากร่างกายจะช่วยพาเอาของเสียออกมาด้วยร่างกายคนจึงต้องมี น้ำที่เพียงพอ การขาดน้ำจึงทำลายสุขภาพของเราได้
        น้ำแร่

        นอกจากน้ำดื่มธรรมดาหลายคนชมชอบน้ำแร่…
        ว่ากันว่าเวลาเพลียมากๆการได้ดื่มน้ำแร่เย็นๆสักขวดจะช่วยให้สดชื่นขึ้น อาจจะจริง แต่ไม่ใช้สำหรับทุกคน…
        ผลิตภัณฑ์ น้ำแร่เป็นอาหารควบคุมเฉพาะ ต้องมีคุณภาพมาตรฐานตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 146 พ.ศ.2535น้ำแร่ที่ดีต้องใส ไม่มีตะกอน และมีปริมาณแรธาตุในปริมาณที่ไม่เกินกำหนดตามประกาศฯ
        สิ่งสำคัญ ประการหนึ่งซึ่งกระทรวงสาธารณสุขระบุให้มีในผลิตภัณฑ์น้ำแร่ นั่นคือ การแสดงคำเตือนบนฉลาก ต้องขึ้นอยู่ว่าน้ำแร่นั้นมีคุณสมบัติใดเป็นพิเศษ (มีแร่ธาตุใดเพิ่มขึ้นที่ทำให้สภาพแตกต่างแตกต่างจากน้ำแร่ชนิดอื่นๆ) ซึ่งคุณสมบัติพิเศษนั้นอาจไม่เหมาะกับผู้บริโภคบางรายจึงจำเป็นต้องมีการ แสดงคำเตือนบนฉลากด้วย เช่น

                - มีสภาพเป็นด่าง สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณคาร์บอเนตมากกว่า 600 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร การดื่มน้ำที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างบ่อยครั้งจะทำให้เสียสมดุลความเป็น กรดเป็นด่างของร่างกาย
                - อาจมีฤทธิ์ถ่ายท้อง สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณซัลเฟต (ยกเว้นแคลเซียมซัลเฟต) มากกว่า 600 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร
                - มีธาตุเหล็กสูง สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณธาตุเหล็กมากกว่า 5 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร
                - อาจมีผลที่ทำให้เกิดการปัสสาวะมากกว่าปกติ สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณของแข็งละลายมากกว่า 1,000 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร หรือปริมาณไบคาร์บอเนตมากกว่า 600 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร
                - มีฟลูออไรด์สูง สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณฟลูออไรด์มากกว่า 1 มิลลิกรัมต่อน้ำ 1 ลิตร อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับผลข้างเคียง เช่น ทำให้ฟันลายไม่เรียบ
                - เด็กและหญิงมีครรภ์ไม่ควรรับประทาน สำหรับน้ำแร่ที่มีปริมาณของแข็งมากกว่า 500 มิลลิกรัม ต่อน้ำแร่ 1 ลิตร ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพราะอาจทำให้เกิดผลอันตรายต่อเด็กและสตรีที่ทีครรภ์ได้ เนื่องจากสภาพร่างกายที่ยังไม่สมบูรณ์เช่นผู้ใหญ่ปกติ

มัณฑนา จุนหวิทยะ, สุชาวดี จตุทิพย์โกมล และจิตรระพี บัวผัน